
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เข้าร่วมการประชุมโต๊ะกลม “A New Strategic Anchor for the Future of the Thai-US Alliance and Strategic Partnership” ณ ห้องประชุมกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับทิศทางความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ ในระยะต่อไป ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และเทคโนโลยีโลก

ฃการประชุมดังกล่าวจัดขึ้นในรูปแบบการหารือแบบปิด โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แทนจากภาครัฐ ภาคความมั่นคง ภาควิชาการ ภาควิจัย และภาคเอกชนเข้าร่วม เพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ในอนาคต ครอบคลุมมิติด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การทูต วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพัฒนากำลังคน และห่วงโซ่อุปทาน

ในช่วงการหารือหัวข้อ “Recommendations on Thai-US Strategic Collaborations under New World Orders in Geopolitics, Geoeconomics and Geotechnology” ศ.ดร.ศุภชัย ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมในการสนับสนุนความเป็นหุ้นส่วนไทย–สหรัฐฯ ว่า ความร่วมมือในระยะต่อไปควรมุ่งสร้างขีดความสามารถของประเทศผ่านการพัฒนากำลังคน การเข้าถึงและพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงภาคการศึกษา การวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ผ่านความร่วมมือใน 3 ด้านสำคัญ เรื่องแรกคือการพัฒนากำลังคนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง (high-skilled workforce) เพื่อรองรับการยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ เช่น ความร่วมมือกับ Arizona State University (ASU) ในการพัฒนากำลังคนและหลักสูตรด้านไมโครอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในความร่วมมือที่สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีของไทยได้ นอกจากนี้ กระทรวง อว. อยู่ระหว่างการผลักดันแนวทางเพื่อผ่อนคลายข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับเงื่อนไขการชดใช้ทุนรัฐบาล เพื่อส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรไทยมีโอกาสไปศึกษาต่อในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งให้การพัฒนากำลังคนเชื่อมโยงกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมในระยะยาว
ปลัดกระทรวง อว. กล่าวต่อว่า เรื่องที่สองคือความร่วมมือด้านปัญญาประดิษฐ์ผ่านข้อริเริ่ม AI SPARK ของสหรัฐฯ ซึ่งมุ่งสนับสนุนทั้งด้านเทคโนโลยี ซอฟต์แวร์ และการพัฒนาบุคลากรให้แก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเห็นว่า ความร่วมมือด้าน AI ควรมีเป้าหมายมากกว่าการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาใช้งาน แต่ควรช่วยยกระดับขีดความสามารถของบุคลากร นักวิจัย และสถาบันของไทยให้สามารถพัฒนา ประยุกต์ใช้ และต่อยอดเทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยตนเอง และเรื่องสุดท้ายคือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจอวกาศ (Space Economy) ซึ่งเป็นอีกสาขาที่มีศักยภาพในการต่อยอดความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระหว่างไทยกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมหลากหลายสาขา

“ทั้งนี้ ความร่วมมือในอนาคตควรมุ่งไปสู่การร่วมพัฒนาและสร้างเทคโนโลยี (co-creation) มากกว่าการเป็นเพียงผู้ซื้อหรือผู้รับเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ การสร้างขีดความสามารถภายในประเทศ และการพัฒนานวัตกรรมร่วมกันในระยะยาว ทั้งนี้ การยกระดับความร่วมมือไทย–สหรัฐฯ ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ควรให้ความสำคัญกับการสร้างองค์ความรู้และขีดความสามารถร่วมกัน โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีสำคัญที่มีผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถยกระดับจากการเป็นฐานการผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่การมีบทบาทในการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรมร่วมกับประเทศคู่ความร่วมมือได้มากยิ่งขึ้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว
การประชุมครั้งนี้นับเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมข้อคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ของไทย เพื่อประกอบการพิจารณาทิศทางและแนวทางใหม่สำหรับความสัมพันธ์ไทย–สหรัฐฯ โดยข้อคิดเห็นจากการประชุมจะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นฐานสำหรับการหารือในระดับ Track 1.5 กับสถาบันและคลังสมองของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป ก่อนนำไปสู่การหารือกับฝ่ายสหรัฐฯ ในระดับทางการ ทั้งในกรอบทวิภาคีและกรอบอาเซียนต่อไป
![]()
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการอุดมศึกษาไทย วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปสู่มาตรฐานในระดับสากล และเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์นี้ โปรดแจ้งให้ทราบ เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป
© 2020 Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation. ALL RIGHTS RESERVED.