
‘ยศชนัน’ ส่งมอบนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและรับมือภัยพิบัติให้วชิรพยาบาล ภายใต้การสนับสนุนของกองทุน ววน. - สกสว. พร้อมภาคีเครือข่าย พร้อมส่งมอบเพิ่มให้ รพ.กทม. และโรงเรียนแพทย์ กระทรวง อว. ด้านผู้ว่าฯ ชัชชาติชี้นวัตกรรมที่ดีควรเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย ช่วยแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้จริง
วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีส่งมอบนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติแก่ ผศ. นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคารเพชรรัตน์ คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยมี ศ.เกียรติคุณ ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นสักขีพยาน

ศ. ดร.ยศชนัน กล่าวถึงวิสัยทัศน์และการสนับสนุนการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติภัยพิบัติ ว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือต้องไม่เกิดภัยพิบัติหรืออย่างน้อยต้องสามารถคาดเดาได้ และพยายามทำให้นวัตกรรมนำไปใช้ได้จริง ประเทศไทยจึงต้องมีเทคโนโลยีของตัวเองอย่างจริงจัง และต้องเป็นงานวิจัยที่ได้มาตรฐาน ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการทั้งในรั้วมหาวิทยาลัย ทีมงาน โจทย์วิจัยจากพื้นที่และประเทศอื่นที่เป็นต้นทาง โดยเริ่มจาก กทม.ซึ่งมีประชากรจำนวนมากและขยายผลไปยังสถานที่อื่น ๆ โดยเฉพาะในโรงพยาบาล เนื่องจากอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์จำเป็นต้องได้รับการดูแล รวมถึงความปลอดภัยในโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์และคนไข้ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ของงานวิจัยเพื่อให้ทำงานได้ โดยมีคอขวดคือการให้ทุนวิจัยอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดภัยพิบัติและปรับตัวเพื่อรองรับโจทย์ต่าง ๆ โดยเฉพาะโจทย์จากคนหน้างาน จุดมุ่งเน้นคือคนไทยต้องใช้ของที่มีคุณภาพดีไม่ด้อยกว่าต่างประเทศแต่ราคาถูก เพื่อก้าวข้ามภัยพิบัติ และทำให้ทุกคนเข้าถึงนวัตกรรม

ขณะที่ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า สกสว.ต้องการยกระดับมาตรฐานของการมีชีวิตที่มีคุณภาพด้วยนวัตกรรมเพื่อลดความสูญเสีย สร้างความปลอดภัยและความมั่นคงแก่บุคลากรการแพทย์และคนไทยทุกคน จึงเป็นหน้าที่ของ สกสว.ในการ การเชื่อมโยงวงการวิทยาศาสตร์และสาธารณสุขไทยนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของคนไทย ทั้งนี้ กระทรวง อว. และกองทุน ววน. โดย สกสว. ยินดีสนับสนุนการติดตั้งเซนเซอร์เพิ่มเติม ภายในอาคารโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ สังกัดกระทรวง อว.

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า การพัฒนานวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและการรับมือภัยพิบัติของกรุงเทพมหานครมุ่งเน้นหลักการ “Smart Enough City” ที่สร้างความสมดุลระหว่างความต้องการของประชาชน (People) ความคุ้มค่า (Business) และความเป็นไปได้ทางเทคโนโลยี (Technical) โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีราคาแพงหากไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง ตัวอย่างความสำเร็จที่โดดเด่นคือการนำแพลตฟอร์ม Traffy Fondue ซึ่ง อว. และกองทุน ววน. ทำไว้แล้วมาใช้ให้ประชาชนแจ้งปัญหาเมืองผ่านการถ่ายรูปและประยุกต์ใช้กับการรับมือภัยพิบัติ เช่น ให้ประชาชนแจ้งภาพรอยร้าวของอาคารกว่า 20,000 เคส เพื่อให้วิศวกรอาสาประเมินความปลอดภัยเบื้องต้นผ่านระบบออนไลน์ได้ทันที ซึ่งช่วยคัดกรองอาคารที่ปลอดภัยออกไปได้มาก ลดภาระการลงพื้นที่จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท้ายที่สุดนวัตกรรมที่ดีจึงควรเป็นเทคโนโลยีที่เข้าถึงง่าย ช่วยแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้จริง และควรผลักดันให้เกิดการวิจัยหรือสร้างแพลตฟอร์มของประเทศตนเองเพื่อพัฒนาเมืองให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ในส่วนของคณะวิจัย ศ. ดร.นคร ภู่วโรดม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ ระบุว่า ปี 2564 คณะวิจัยได้พัฒนาอุปกรณ์ตรวจวัดการสั่นสะเทือนต้นทุนต่ำ (TUSHM) เป็นครั้งแรกของประเทศภายใต้การสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาในปี 2566 ได้ต่อยอดสู่ระบบ Structural Health Monitoring (SHM) ที่ผสานอุปกรณ์ต้นทุนต่ำกับการวิเคราะห์โครงสร้างขั้นสูง และพัฒนาเรื่อยมา เหตุการณ์แผ่นดินไหวปี 2568 ข้อมูลจากอาคารธานีนพรัตน์สามารถประเมินระดับผลกระทบต่ออาคารสูง สนับสนุนการตัดสินใจของ กทม. ในการบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินและถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งนี้ในปี 2569 มีแผนจะติดตั้งในอาคารสำคัญรวมประมาณ 30 แห่ง ซึ่งโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ใช้งบของ กทม. ส่วนในภาคเหนือใช้งบประมาณสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รวมถึงแผนติดตั้งในภาคกลางเพิ่มเติม


จุดเด่นของระบบ TUSHM คือการผสานอุปกรณ์ตรวจวัดต้นทุนต่ำที่มีประสิทธิภาพสูง เข้ากับการประมวลผลข้อมูลและการวิเคราะห์โครงสร้างขั้นสูง ช่วยให้ประเมินผลกระทบของแผ่นดินไหวได้อย่างแม่นยำและเชื่อถือได้ นอกจากนี้ยังพัฒนาเป็นเครือข่ายสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในภาคเหนือรวม 76 สถานี สามารถรายงานผลได้อย่างรวดเร็วในระดับพื้นที่ย่อย เช่น อำเภอหรือตำบล พร้อมแสดงระดับความรุนแรงและผลกระทบที่แตกต่างกันตามสภาพดินและระยะทางจากแหล่งกำเนิด ช่วยให้ประชาชนและหน่วยงานรับรู้สถานการณ์และตอบสนองได้อย่างเหมาะสม
สำหรับเหตุหลุมยุบขนาดใหญ่ รศ. ดร.พรหมพัฒน ธัญสิริชัยศรี และ ผศ. ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ติดตั้งอุปกรณ์ TUSHM และใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการสำรวจ ได้แก่ การสร้างแบบจำลองเสมือนจริง 3 มิติผ่านเทคโนโลยีโฟโตแกรมเมตรี และ LiDAR (การสแกนด้วยเลเซอร์), Visual Intelligence วิเคราะห์ความเสียหายอัตโนมัติ, Data Fusion การรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อทำภาพตัดขวางสำหรับเปรียบเทียบระดับการทรุดตัวของพื้นที่ ช่วยให้กระบวนการทำงานของวิศวกรเร็วขึ้น ลดการใช้แรงงานและค่าใช้จ่าย ให้ข้อมูลที่สม่ำเสมอและแม่นยำสูงกว่าการตรวจสอบด้วยตาเปล่า อีกทั้งช่วยประเมินพื้นที่อันตรายได้อย่างปลอดภัยและสนับสนุนการวางแผนฟื้นฟูโครงสร้างในระยะยาว


ศ. ดร.อภินิติ โชติสังกาศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึงประสบการณ์การเฝ้าติดตามการเอียงตัวอาคารรอบหลุมยุบวชิรพยาบาล ด้วยเทคโนโลยี IoT-Tiltmeter ว่าตรวจพบการเอียงตัวอย่างชัดเจนต่อเนื่องจากการทรุดตัวของเสาเข็มใต้อาคารสถานีตำรวจนครบาลสามเสน (สน.สามเสน) ส่วนอาคารพาณิชย์ (สมาคมสุขภาพจิตฯ) ตรวจพบการเอียงตัวเข้าหาอุโมงค์ ขณะที่อาคารทีปังกรรัศมีโชติ (อาคารผู้ป่วยนอก) โรงพยาบาลวชิรพยาบาล พบอัตราการเอียงตัวในระยะแรกก่อนจะเข้าสู่สภาวะปกติ
ขณะที่ ผศ. นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล กล่าวทิ้งท้ายว่า การมีนวัตกรรมจากงานวิจัยช่วยทำให้โรงพยาบาลมีข้อมูลในการตัดสินใจ และลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้น โดยผู้บริหารสามารถตัดสินใจได้ทันที รวมถึงช่วยไม่ให้เกิดความตระหนกแก่คนไข้และประชาชนทั่วไป
เผยแพร่ข่าว : นางสาวเยาวลักษณ์ ทับช้างโท
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
กลุ่มสื่อสารองค์กร
โทรศัพท์ 0 2333 3700
E-mail : pr@mhesi.go.th
Facebook : MHESIThailand
Instagram : mhesithailand
Tiktok : @mhesithailand
X (Twitter) : @MHESIThailand
YouTube : @MHESIThailand
Call Center 1313
![]()
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการอุดมศึกษาไทย วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปสู่มาตรฐานในระดับสากล และเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์นี้ โปรดแจ้งให้ทราบ เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป
© 2020 Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation. ALL RIGHTS RESERVED.