นักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ สรุปสถิติแผ่นดินไหวปี 2569 เปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 100 ปี ระบุเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ แต่ต้องเปลี่ยนความตื่นตระหนกของประชาชนให้เป็นการเตรียมพร้อมรับมือ

รศ. ดร.ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ว่าเหตุการณ์ในประเทศฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวเนซุเอลา โคลอมเบีย ไปจนถึงหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมภาพแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้เป็นบริเวณกว้าง อาคารสูงแกว่งตัว ความเสียหายของอาคารบ้านเรือน และการอพยพผู้คนอย่างรีบร้อน ได้สร้างความรู้สึกร่วมในสังคมว่าเปลือกโลกกำลังเคลื่อนตัวถี่และรุนแรงขึ้นอย่างผิดปกติ
“เมื่อข้อมูลข่าวสารเดินทางถึงมือเราแทบจะทันที คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแผ่นดินไหวแต่ละครั้งมีขนาดเท่าใด แต่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันนี้กำลังส่งสัญญาณว่าโลกเข้าสู่ช่วงเวลาผิดปกติหรือไม่ และประเทศไทยควรตื่นตระหนกเพียงใด”
หากพิจารณาผ่านข้อมูลจาก USGS ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 สิงหาคม 2569 ทั่วโลกพบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ตั้งแต่ 7.0 ถึง 7.9 จำนวน 11 เหตุการณ์ โดยยังไม่มีเหตุการณ์ขนาด 8.0 ขึ้นไป เมื่อนำไปเทียบกับสถิติระยะยาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469 โลกมีแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปเฉลี่ยปีละราว 10-20 ครั้ง และใหญ่กว่า 8 ประมาณปีละครั้ง ชี้ชัดว่าจำนวนแผ่นดินไหวใหญ่ยังคงอยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ เป็นกระบวนการที่เกิดซ้ำเป็นประจำ ที่สำคัญเกือบทั้งหมดเกิดตรงรอยต่อแผ่นธรณีภาคไม่ได้เกิดสะเปะสะปะทั่วทั้งโลก เพราะเปลือกโลกชั้นนอกไม่ได้เป็นแผ่นเดียว แต่แบ่งออกเป็นแผ่นธรณีภาคหลายแผ่นที่เคลื่อนที่ช้า ๆ เมื่อแผ่นธรณีภาคชนกัน แยกออกจากกัน หรือเลื่อนผ่านกัน ความเค้นจะสะสมตามรอยเลื่อน เมื่อความเค้นมากกว่าแรงเสียดทาน รอยเลื่อนจึงเลื่อนตัวอย่างฉับพลันและปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นคลื่นแผ่นดินไหว

นักวิจัยระบุว่า สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าแผ่นดินไหวเกิดถี่ขึ้นมีปัจจัยหลักจากความเร็วและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสื่อสาร เครือข่ายตรวจวัดที่มีจำนวนมากขึ้นทำให้ USGS สามารถระบุตำแหน่งแผ่นดินไหวได้ราว 20,000 เหตุการณ์ต่อปี หรือเฉลี่ย 55 เหตุการณ์ต่อวัน ภาพและข่าวจากพื้นที่ประสบภัยจึงส่งตรงถึงผู้คนทั่วโลกอย่างรวดเร็วมาก อย่างไรก็ตามสถิติไม่ผิดปกติไม่ได้แปลว่าไม่อันตราย เพราะผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไม่ได้กำหนดด้วยค่าขนาดแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความลึก ระยะห่างจากเมือง ทิศทางการเลื่อนตัวของรอยเลื่อน สภาพชั้นดิน และความเปราะบางของสิ่งปลูกสร้าง แผ่นดินไหวตื้นใกล้เมืองใหญ่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงจากดินถล่ม ดินเหลว ไฟไหม้ หรือสึนามิในทะเล ได้มากกว่าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในระดับลึกและอยู่ไกลออกไป แม้ประเทศไทยแม้จะไม่ได้ตั้งอยู่บนขอบแผ่นธรณีภาคหลักโดยตรงแต่ได้รับอิทธิพลจากเขตมุดตัวสุมาตรา-อันดามัน การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนในเมียนมา และกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่แอ่งตะกอนอ่อนอย่างกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ในหลายภูมิภาคของไทย ที่มีคุณสมบัติขยายคลื่นไหวสะเทือนคาบยาวจากระยะไกล ทำให้อาคารสูงสั่นไหวได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเราจึงต้องมีเตรียมพร้อมในการรับมือกับภัยธรรมชาติโดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อลดความตื่นตระหนก
“ในส่วนวิชาการนั้นมีความจำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุและแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย รวมถึงศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสภาพธรณีวิทยา การออกแบบอาคารบ้านเรือนให้แข็งแรง เพื่อลดความสูญเสียจากแผ่นดินไหวให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิ โดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพราะในท้ายที่สุดเมื่อเรามีข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความตื่นตระหนก และมีความปลอดภัยในชีวิตจากการเตรียมพร้อมรับมือก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติ” รศ. ดร.ภาสกรกล่าวทิ้งท้าย

แผ่นดินไหวใหญ่ติดต่อกัน โลกกำลังผิดปกติจริงหรือ?
นักวิจัยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ สรุปสถิติแผ่นดินไหวปี 2569 เปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 100 ปี ระบุเป็นเหตุการณ์ที่อยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ แต่ต้องเปลี่ยนความตื่นตระหนกของประชาชนให้เป็นการเตรียมพร้อมรับมือ
รศ. ดร.ภาสกร ปนานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่ปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์และสื่อต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ว่าเหตุการณ์ในประเทศฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เวเนซุเอลา โคลอมเบีย ไปจนถึงหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมภาพแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้เป็นบริเวณกว้าง อาคารสูงแกว่งตัว ความเสียหายของอาคารบ้านเรือน และการอพยพผู้คนอย่างรีบร้อน ได้สร้างความรู้สึกร่วมในสังคมว่าเปลือกโลกกำลังเคลื่อนตัวถี่และรุนแรงขึ้นอย่างผิดปกติ
“เมื่อข้อมูลข่าวสารเดินทางถึงมือเราแทบจะทันที คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าแผ่นดินไหวแต่ละครั้งมีขนาดเท่าใด แต่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันนี้กำลังส่งสัญญาณว่าโลกเข้าสู่ช่วงเวลาผิดปกติหรือไม่ และประเทศไทยควรตื่นตระหนกเพียงใด”
หากพิจารณาผ่านข้อมูลจาก USGS ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 17 สิงหาคม 2569 ทั่วโลกพบแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ตั้งแต่ 7.0 ถึง 7.9 จำนวน 11 เหตุการณ์ โดยยังไม่มีเหตุการณ์ขนาด 8.0 ขึ้นไป เมื่อนำไปเทียบกับสถิติระยะยาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2469 โลกมีแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปเฉลี่ยปีละราว 10-20 ครั้ง และใหญ่กว่า 8 ประมาณปีละครั้ง ชี้ชัดว่าจำนวนแผ่นดินไหวใหญ่ยังคงอยู่ในกรอบความผันผวนตามธรรมชาติ เป็นกระบวนการที่เกิดซ้ำเป็นประจำ ที่สำคัญเกือบทั้งหมดเกิดตรงรอยต่อแผ่นธรณีภาคไม่ได้เกิดสะเปะสะปะทั่วทั้งโลก เพราะเปลือกโลกชั้นนอกไม่ได้เป็นแผ่นเดียว แต่แบ่งออกเป็นแผ่นธรณีภาคหลายแผ่นที่เคลื่อนที่ช้า ๆ เมื่อแผ่นธรณีภาคชนกัน แยกออกจากกัน หรือเลื่อนผ่านกัน ความเค้นจะสะสมตามรอยเลื่อน เมื่อความเค้นมากกว่าแรงเสียดทาน รอยเลื่อนจึงเลื่อนตัวอย่างฉับพลันและปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นคลื่นแผ่นดินไหว

นักวิจัยระบุว่า สาเหตุที่ทำให้รู้สึกว่าแผ่นดินไหวเกิดถี่ขึ้นมีปัจจัยหลักจากความเร็วและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสื่อสาร เครือข่ายตรวจวัดที่มีจำนวนมากขึ้นทำให้ USGS สามารถระบุตำแหน่งแผ่นดินไหวได้ราว 20,000 เหตุการณ์ต่อปี หรือเฉลี่ย 55 เหตุการณ์ต่อวัน ภาพและข่าวจากพื้นที่ประสบภัยจึงส่งตรงถึงผู้คนทั่วโลกอย่างรวดเร็วมาก อย่างไรก็ตามสถิติไม่ผิดปกติไม่ได้แปลว่าไม่อันตราย เพราะผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไม่ได้กำหนดด้วยค่าขนาดแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความลึก ระยะห่างจากเมือง ทิศทางการเลื่อนตัวของรอยเลื่อน สภาพชั้นดิน และความเปราะบางของสิ่งปลูกสร้าง แผ่นดินไหวตื้นใกล้เมืองใหญ่อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงจากดินถล่ม ดินเหลว ไฟไหม้ หรือสึนามิในทะเล ได้มากกว่าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในระดับลึกและอยู่ไกลออกไป แม้ประเทศไทยแม้จะไม่ได้ตั้งอยู่บนขอบแผ่นธรณีภาคหลักโดยตรงแต่ได้รับอิทธิพลจากเขตมุดตัวสุมาตรา-อันดามัน การเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนในเมียนมา และกลุ่มรอยเลื่อนมีพลังภายในประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่แอ่งตะกอนอ่อนอย่างกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ในหลายภูมิภาคของไทย ที่มีคุณสมบัติขยายคลื่นไหวสะเทือนคาบยาวจากระยะไกล ทำให้อาคารสูงสั่นไหวได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเราจึงต้องมีเตรียมพร้อมในการรับมือกับภัยธรรมชาติโดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์เพื่อลดความตื่นตระหนก

“ในส่วนวิชาการนั้นมีความจำเป็นต้องเข้าใจสาเหตุและแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย รวมถึงศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งสภาพธรณีวิทยา การออกแบบอาคารบ้านเรือนให้แข็งแรง เพื่อลดความสูญเสียจากแผ่นดินไหวให้มากที่สุด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิ โดยศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติได้รับการสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ผ่านสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพราะในท้ายที่สุดเมื่อเรามีข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความตื่นตระหนก และมีความปลอดภัยในชีวิตจากการเตรียมพร้อมรับมือก่อนที่จะเกิดภัยพิบัติ” รศ. ดร.ภาสกรกล่าวทิ้งท้าย
เผยแพร่ข่าว : นางสาวเยาวลักษณ์ ทับช้างโท
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
กลุ่มสื่อสารองค์กร
โทรศัพท์ 0 2333 3700
E-mail : pr@mhesi.go.th
Facebook : MHESIThailand
Instagram : mhesithailand
Tiktok : @mhesithailand
X (Twitter) : @MHESIThailand
YouTube : @MHESIThailand
Call Center 1313
![]()
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการอุดมศึกษาไทย วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปสู่มาตรฐานในระดับสากล และเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์นี้ โปรดแจ้งให้ทราบ เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป
© 2020 Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation. ALL RIGHTS RESERVED.