
เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดการประชุมจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) กรอบแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ พ.ศ. 2571-2575 ซึ่งจัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พร้อมทั้งปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ทิศทางและนโยบายการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) สู่การสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาประเทศ ตามแผนใหม่ ววน. ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2571-2575'" เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และสามารถขับเคลื่อนระบบ ววน. ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมี นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง อว. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.อว. ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ผู้บริหารและแทนหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ตลอดจนผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ เข้าร่วม ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กทม.

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การกำหนดทิศทางของแผน ววน. ระยะ 5 ปีข้างหน้านี้ จะต้องเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนลูป (Loop) ของงานวิจัยแบบดั้งเดิม ที่เคยมุ่งเน้นเพียงมิติทางวิชาการเพื่อความอยู่รอดในการเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ ให้เปลี่ยนมาเป็นการตั้งต้นเพื่อตอบโจทย์ "เศรษฐกิจใหม่" และตอบสนองความต้องการของตลาดและสังคมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ การพึ่งพางบประมาณจากรัฐเพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องดึงเม็ดเงิน R&D จากภาคเอกชนและการผลักดันผลงานสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ (Commercialization) เข้ามาสร้างระบบหมุนเวียนที่ยั่งยืน นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่แผนฉบับนี้มุ่งเน้นคือการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพาและเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องสร้างเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Tech) เป็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบ Data Center หรืออุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) เพื่อรักษาสิทธิและความสามารถในการต่อรองในเวทีโลก โดยกระทรวง อว. จะเข้าไปช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้ทำได้ลึกขึ้น ดีขึ้น และยืนได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวต่อว่า ในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว กระทรวง อว. ได้ริเริ่มกลไกใหม่อย่าง คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจกระทรวง อว. เพื่อประสานความร่วมมือกับกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชน ผ่านการพัฒนาทุนมนุษย์และงานวิจัย เริ่มจากการทำการวิจัยและพัฒนาเชิงกลยุทธ์ (Strategic R&D) เพื่อเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสีเขียวและจุดที่ประเทศยังขาดองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต และการปรับปรุงทักษะแรงงานเดิม (Upskill/Reskill) ที่กำลังถูกทดแทนด้วย AI หรือเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งยังมุ่งที่จะดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน และผลักดันให้ AI กลายมาเป็นภาษาพื้นฐานในทุกโครงการวิจัย ของทุกสายวิชาการ เพื่อลดความฟุ่มเฟือยและสร้างความต่อเนื่องในการทำงาน สำหรับการทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรม

“จากการหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้มีการเสนอแนวคิดการจัดตั้งกองทุนในรูปแบบ Mission-based Fund เพื่อชวนเอกชนมาร่วมลงทุนในภารกิจเฉพาะด้าน ควบคู่ไปกับการทำแนวทางการขออนุญาตใช้สิทธิ (In-licensing) เทคโนโลยีขั้นสูงที่ไทยยังขาดแคลน เพื่อให้นักวิจัยไทยได้เรียนรู้และนำมาต่อยอด ร่วมกับการจัดทำระบบ Skill Mapping เพื่อเชื่อมโยงการเปลี่ยนผ่านทักษะแรงงาน ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีศักยภาพที่โดดเด่นในระดับภูมิภาค ทั้งอุตสาหกรรมแพทย์ (MedTech) ที่เป็นอันดับหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาคเกษตรกรรมที่เป็นอันดับสองซึ่งต้องเร่งนำงานวิจัยไปเพิ่มสัดส่วน GDP รวมถึงอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics) และโฟโทนิกส์ (Photonics) โดยกระทรวง อว. จะนำโมเดลความร่วมมือระดับโลกมาประยุกต์ใช้เพื่อดึงเทคโนโลยีและงานวิจัยระดับสูงมาสู่นักวิจัยไทย นอกจากนี้ จะผลักดันแผนงาน “Siam Silica” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของไทย โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเป็น หรือศูนย์กลางแห่งใหม่ของอาเซียนสำหรับบริษัทเทคโนโลยีระดับลึก” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า ร่างกรอบแผนด้าน ววน. พ.ศ. 2571-2575 มุ่งสร้างการเปลี่ยนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงสร้างเทคโนโลยีของตนเอง เชื่อมโยงสู่ห่วงโช่มูลค่าโลกแข่งขันได้ ประชาชนได้ประโยชน์ และประเทศพร้อมรับอนาคต เป็นพลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ใน 4 ประเด็นสำคัญ คือการสร้างความสามารถในการแข่งขันรูปแบบใหม่ การสร้างความมั่นคงและความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ การสร้างฐานรากแห่งอนาคตผ่านการลงทุนในคน การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ และโครงสร้าง พื้นฐาน และการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ต่อเศรษฐกิจและสังคม

ขณะที่ ศ.ดร.สมปอง กล่าวว่า ร่างกรอบแผน ด้าน ววน. ฉบับใหม่เป็นผลจากการสังเคราะห์บทเรียนจากแผนด้าน ววน. ฉบับเก่า ควบคู่กับการวิเคราะห์บริบทโลกและความต้องการของประเทศในอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุนและการพัฒนาระบบ ววน. ให้ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลสำเร็จของแผนฯ ที่ผ่านมาสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เกือบ 50,000 ล้านบาท ลดต้นทุนของประเทศกว่า 3,400 ล้านบาท สร้างการจ้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่ง และพัฒนากำลังคนทักษะสูงกว่า 400,000 คน นอกจากนี้ สกสว. ยังให้ความสำคัญกับการเร่งขับเคลื่อนประเทศผ่าน 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ High Growth การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ, Transform การพลิกโฉมอุตสาหกรรมและภาคการผลิตเดิมให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และ Reform การปฏิรูประบบภาครัฐด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย และนโยบายสาธารณะที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ แผนฉบับใหม่นี้กำหนดเป้าหมายการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน สังคมแห่งโอกาสและคุณภาพชีวิต ความพร้อมอนาคตและความ มั่นคง และการพัฒนาระบบนิเวศ ววน. โดยเชื่อมโยงการลงทุนและการติดตามประเมินผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับ 9 แผนงานสำคัญของแผนด้าน ววน. ประกอบด้วย การลงทุนในอุตสาหกรรมขันสูงและ อุตสาหกรรมใหม่ การยกระดับอุตสาหกรรมและบริการที่มีศักยภาพ นวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตและสังคม การใช้ประโยชน์องค์ความรู้ข้ามศาสตร์ การเตรียมความพร้อมสู่อนาคต การเสริมสร้างความมั่นคงและความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้าน ววน. การพัฒนาและใช้ประโยชน์บุคลากรวิจัยและนวัตกรรม และการพัฒนาศักยภาพระบบ ววน. ของประเทศ
![]()
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนการอุดมศึกษาไทย วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปสู่มาตรฐานในระดับสากล และเพิ่มอันดับความสามารถการแข่งขันในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์นี้ โปรดแจ้งให้ทราบ เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป
© 2020 Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation. ALL RIGHTS RESERVED.